วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ประวัติความเป็นมา

ประวัติความเป็นมา

ตำบลม่วงคำ แต่เดิมเป็นหมู่บ้านหนึ่งที่อยู่ในความรับผิดชอบของตำบลเมืองพาน อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ต่อมาเนื่องจากบ้านม่วงคำมีประชากรเพิ่มมากขึ้น จึงขอแยกเป็นตำบล ในปีพ.ศ.2518 โดยมีหมู่บ้านทั้งหมด 10 หมู่บ้าน และในปัจจุบันตำบลม่วงคำมีหมู่บ้านทั้งหมด 17 หมู่บ้าน


ข้อมูลทั่วไป ตำบลม่วงคำ


ลักษณะที่ตั้ง 
ตำบลม่วงคำมีพื้นที่ทั้งหมด 31.26 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 19,540 ไร่ และเป็น 1 ใน 15 ตำบลของอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ห่างจากที่ว่าการอำเภอพานประมาณ 5 กม. ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบ และที่ราบสูงบางส่วน
อาณาเขต          

                 ทิศเหนือ        ติดต่อกับ     ตำบลเมืองพาน
                 ทิศใต้             ติดต่อกับ     ตำบลแม่เย็น
                 ทิศตะวันออก   ติดต่อกับ    ตำบลหัวง้ม  และ ตำบลทานตะวัน
                ทิศตะวันตก      ติดต่อกับ     ตำบลป่าหุ่ง
สภาพภูมิประเทศ
            
  เป็นที่ราบกว้างมีภูเขาและป่าโปร่ง ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ทำนา และที่อยู่อาศัยของราษฎร และมีการปลูกพืชยืนต้น และผลไม้ มีพื้นที่ติดต่อกับอุทยานแห่งชาติดอยหลวง
แบ่งเขตการปกครอง ออกเป็น 17 หมู่บ้า
              หมู่ที่ 1. บ้านม่วงคำ                                      หมู่ที่ 2. บ้านทุ่งพร้าว
              หมู่ที่ 3. บ้านผามวัว                                      หมู่ที่ 4. บ้านสันมะเหม้า
              หมู่ที่ 5. บ้านสันผักแค                                   หมู่ที่ 6. บ้านสันน้ำบ่อ
              หมู่ที่ 7. บ้านสันต้นผึ้ง                                   หมู่ที่ 8. บ้านฝั่งตื้น
              หมู่ที่ 9. บ้านสันต้นต้อง                                 หมู่ที่ 10. บ้านสันขี้เบ้า
              หมู่ที่ 11. บ้านสันปู่ย่า                                   หมู่ที่ 12. บ้านร่องบอน
              หมู่ที่ 13. บ้านดงเจริญ                                  หมู่ที่ 14 บ้านสันผักแคใหม่
              หมู่ที่ 15. บ้านวังชมภู                                    หมู่ที่ 16. บ้านสันต้นผึ้งใหม่
              หมู่ที่ 17. บ้านม่วงทอง
จำนวนประชากร 
             อบต.ม่วงคำ มีหมู่บ้าน จำนวน 17  หมู่บ้าน  มีประชากรรวมทั้งหมด  6,381  คน แยกเป็นชาย  3,168  คน  หญิง 3,213  คน  และมีครัวเรือนรวมทั้ั้งหมด  2,120  ครัวเรือน

 อาชีพ
อาชีพหลัก ทำนา เลี้ยงสัตว์
อาชีพเสริม รับจ้าง เลี้ยงสัตว์ งานหัตถกรรม
สาธารณูปโภค
- มีระบบไฟฟ้าใช้ทุกหมู่บ้าน มีตู้โทรศัพท์สาธารณะ จำนวน 14 ตู้
การเดินทาง
- ตำบลม่วงคำอยู่ห่างจากตัวจังหวัดเชียงรายประมาณ 50 กิโลเมตร สามารถเดินทางโดยรถยนต์อยู่ทางทิศใต้ของตัวจังหวัด อยู่ระหว่าง กม.778.00-779.00
ผลิตภัณฑ์
ดอกไม้แห้ง-ไข่สดเสริมไอโอดีน-หมวกใบตาล-เคียว-มีด-จักสาน


อ้างอิงมาจาก : http://www.moungkham.com/index.php/detail/menu/1/3

แหล่งท่องเที่ยว ตำบลม่วงคำ

ฟาร์มจระเข้โภคธารา

ฟาร์มจระเข้โภคธาราและลานแสดงจระเข้ ตั้งอยู่เลขที่ 95 บ้านผามวัว หมู่3 ต.ม่วงคำ อ.พาน จ.เชียงราย โดยคุณธวัชชัย แสนศิริ ผู้เป็นเจ้าของ ริเริ่มบุกเบิกพื้นที่ของตนเองสร้างเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ หลังจากที่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงมานานกว่า 10 ปี เริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่า จ.เชียงรายยังไม่มีคนเลี้ยงจระเข้ และสัตว์ชนิดนี้ทั้งเนื้อและหนังสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้เลี้ยงได้อย่างดี จากการศึกษาจากผู้รู้ พบว่าจระเข้สามารถเลี้ยงให้เจริญเติบโตได้ในสภาพแวดล้อมบ้านเรา จากนั้นในปี 2548 คุณธวัชชัยจึงได้ซื้อจระเข้พ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ มาเลี้ยงเริ่มต้นจาก 10 ตัว พบว่าได้รับความสนใจจากเพื่อนบ้านและคนที่พบเห็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการเลี้ยงและขยายพันธุ์ สัตว์เลื้อยคลานชนิดนี้

จระเข้ เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งยังคงดำรงชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป ซึ่งส่วนมากจะพิจารณาจากรูปร่างลักษณะ ทั้งจากลักษณะทั้งตัว และความแตกต่างของบางส่วนโดยเฉพาะ เช่น จากรูปร่างของปาก จากเกล็ดบนหัวและคอ ความแตกต่างของฟัน เป็นต้น ลักษณะทั่วไปของจระเข้ทุกประเภทคือ มีปากและหัวยาว รูจมูกและตา ยกสูงอยู่บนหัว คอสั้น ลำตัวยาวกลม มีเกล็ดบนคอและหลัง เกล็ดท้องเป็นแผ่นบาน หางยาวใหญ่และแข็งแรง มีเกล็ดเป็นแผ่นใหญ่ตั้งสูงบนสันหาง หางแบนทางด้านข้าง ขาสั้นทั้งขาหน้าและขาหลัง นิ้วตีนสั้นทั้งตีนหน้าและตีนหลัง ลิ้นไม่สามารถแลบออกจากปากได้ เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ใกล้น้ำ ด้วยลักษณะพิเศษของสัตว์เลื้อยคลานชนิดนี้ที่มีความน่าสนใจ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ ฟาร์มจระเข้โภคธารา เป็นฟาร์มจระเข้าแห่งเดียวในเชียงราย ที่สามารถพาบูตรหลาน ญาติ พี่น้อง เข้าเที่ยวในเชิงเกษตร ผสมผสานกับการแสดงจระเข้า มายากล กิจกรรมครอบครัวของเด็กๆ ฯลฯ

 ฟาร์มจระเข้โภคธาราและลานแสดงจระเข้ ตั้งอยู่บนพื้นที่ทั้งหมด 50 ไร่ ท่านจะได้พบกับ บรรดาจระเข้น้ำจืดจำนวนกว่า 800 ตัว แบ่งเป็นบ่อต่างๆ ดังนี้

1.บ่อจระเข้พ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ - บ่อแห่งนี้จัดให้เป็นบ่อขนาดใหญ่ มีจระเข้อายุตั้งแต่ 8-25 ปีรวมกันอยู่ในบ่อแหล่งนี้ ทางฟาร์มได้สร้างทางเดินที่สามารถมองเห็นและถ่ายรูปจระเข้ได้อย่างชัดเจน ท่านสามารถเดินเที่ยวชมความน่าเกรงขามของจระเข้พ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ได้โดยรอบบ่อ ลักษณะเป็นบ่อดินแบบจำลองธรรมชาติที่จระเข้สามารถขึ้นบกและลงน้ำได้ มีระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี

2. บ่อเลี้ยงขุน - เป็นลักษณะบ่อปูน มีทั้งหมด 6 บ่อ แบ่งตามช่วงอายุของจระเข้ตั้งแต่อายุ 1 - 3 ปี ท่านจะได้พบกับความน่ารักของสัตว์เลื้อยคลานชนิดนี้ที่เดินต้วมเตี้ยมอาบแดดกันอย่างเพลิดเพลิน จระเข้อายุตั้งแต่ 1-3 ปีดังกล่าวไม่มีความดุร้าย สามารถเข้าชมแบบชิดขอบบ่อได้อย่างสบาย


3.บ่ออนุบาล- ก่อนจะเป็นจระเข้ขนาดใหญ่ น่าเกรงขาม จระเข้ทุกตัวจะต้องผ่านบ่ออนุบาลแห่งนี้ ท่านจะได้พบกับจระเข้ตัวเล็กๆ และการเลี้ยงดูที่ท่านสามารถสอบถามและศึกษา เรียนรู้ถึงวิวัฒนาการของสัตว์เลื้อยคลานชนิดนี้ได้จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ
นอกจากนี้ยังจะได้ตื่นตาตื่นใจกับลานแสดงจระเข้ ที่หาชมได้ยาก สนุกสนานและหวาดเสียวกับการแสดงและจับจระเข้ด้วยมือเปล่า มีอัฒจรรย์สำหรับให้นักท่องเที่ยวได้ชม ร้านแสดงเครื่องหนังจระเข้ ท่านจะได้พบกับงานเครื่องหนังจากจระเข้ต่างๆมากมาย หลายแบบ สามารถเลือกซื้อได้ตามใจชอบในราคาเป็นกันเอง

ผู้สนใจสามารถเที่ยวชม"จระเข้" สัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่นี้ได้ที่ ฟาร์มจระเข้โภคธาราและลานแสดงจระเข้ ตั้งอยู่ เลขที่ 95 บ้านผามวัว หมู่ 3 ต.ม่วงคำ อ.พาน จ.เชียงราย อยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองเชียงราย 43 กิโลเมตร 


การเดินทาง
จากเชียงราย  ใช้ถนนสายเชียงราย-พาน-พะเยา  เมื่อถึง 6 แยกพาน จะมีถนนทางเข้าติดคลองชลประทานสังเกตุศูนย์รถยนต์สยามนิสสันถนนจะอยู่ติดกันเลย ให้เข้าไปอีก 3.5 กม. ก็จะถึงฟาร์มจระเข้โภคธารา

หรือไปเป็นกลุ่มคณะ ศึกษาดูงาน ติดต่อคุณธวัชชัย แสนศิริ โทร. 081-5511746 

ฟาร์มจระเข้โภคธารา และลานแสดงจระเข้ เปิดทุกวันในเวลาเปิด 09.00-18.00 น.
ค่าเข้าชม 
คนไทย ผู้ใหญ่  50 บาท เด็ก 30 บาท 
ต่างชาติ ผุ้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท

กรณีเข้าชมการแสดงของจระเข้ มีค่าเข้าชมอีกคนละ xx บาท

โปรแกรมการแสดงมายากล และจระเข้าในฟาร์ม

** จันทร์ - ศุกร์     วันละ 2 รอบเท่านั้น

มายากล   รอบเช้า  10.30 น.รอบบ่าย 14.00 น.
การแสดงจระเข้  รอบเช้า 11.30 น. รอบบ่าย 15.30 น.

** เสาร์-อาทิตย์ วันละ 3 รอบเท่านั้น
มายากล   รอบเช้า 10.30 รอบบ่ายเวลา 13.30 และ 15.00 น.
การแสดงจระเข้  รอบเช้า 11.30 รอบบ่าย 14.30 น.และ 16.00  


ศาลพระเจ้าจี้กง
ศาลพระเจ้าจี้กง ตั้งอยู่ ณ หมู่ 15 บ้านวังชมภู ตำบลม่วงคำอำเภอพานจังหวัดเชียงรายเป็นรูปหล่อพระจี้กงขนาดกว้าง7.6เมตรสูง8.8เมตรน้ำหนัก3ตันหล่อด้วยทองสำริดและได้ทำพิธีเบิกเนตรเปิดศาล
 วันที่ 13 เมษายน 2546                                                    

เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่อันศักดิ์สิทธ์และน่าชื่นชมแห่งนี้แล้ว สิ่งแรกที่จะเห็นคือเสาสีแดงที่สูงตระหง่านตั้งอยู่หน้าบันไดทางขึ้น จำนวนเสา 4 เสา ซึ่งเสาแต่ละต้นจะมีตัวอักษรติดไว้ โดยแต่ละเสาจะมีความสูงแตกต่างกันไปด้วย ซึ่งเรียกว่า "ประตูสวรรค์" และบุคคลที่ได้มาครั้งแรกนั้นต้องเดินเข้าทางประตูสวรรค์แห่งนี้ และเดินขึ้นไปตามบันไดซึ่งมีทั้งหมด 108 ขั้น และสองข้างทางบันไดจะมีซุ้มสำหรับนั่งพักผ่อนและชมวิว ซึ่งมีความสวยงามมาก เมื่อเดินขันไปถึงหน้าศาลเราก็จะเห็นศาลอันเป็นที่ประดิษฐานของพระอาจารย์เต้าจี้ มีลักษณะเป็นอาคารสูงทรงจีน มีทั้งหมด 5 ชั้น ด้วยกันภายในชั้นบนจะเป็นที่ประทับของพระอาจารย์เต้าจี้ ส่วนชั้นล่างก็จะเป็นที่สำหรับประกอบพิธีกรรมของคณะศิษยานุศิษย์และสาธุชนทั่วไป และทางขวามือก็จะเป็นที่สำหรับเก็บรักรักษาป้ายบรรพบุรุษและคณะศรัทราที่มาจองไว้ ซึ่งอยู่ชั้นล่างส่วนชั้นบนนั้นเป็นที่พักของคณะศรัทราที่มาพักเพื่อรอมาทำพิธีกรรมในวันสำคัญต่างๆ
 

เมื่อเข้ามาชมสถานที่แห่งนี้ซึ่งเรียกอาคารแห่งนี้ว่า หน่ำพิ้งฮง” และทางซ้ายมือก็จะเป็นศาลเจ้าเล็กๆ ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่ก่อตั้งเป็นหลังแรก ส่วนบริเวณโดยรอบของศาลเจ้านั้นจะเป็นแนวภูเขาซึ่งทอดเป็นแนวยาวอยู่ทางด้านหลัวของศาลเจ้าประกอบกับจะมีไร่นาและสวน ซึ่งความเป็นธรรมชาติไว้อย่างลงตัว


น้ำตกปูแกง
ตั้งอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติดอยหลวง เป็นน้ำตกขนาดกลางไหลเป็นโขดหินที่เป็นเพิงผาสวยงามแปลกตา เกิดจากการทับถมของหินปูนที่ปนมากับน้ำ ทำให้เกิดหินงอกหินย้อย และถ้ำมากมายในบริเวณน้ำตก เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมากแห่งหนึ่ง มีจำนวน 9 ชั้น 
น้ำตกแต่ละชั้นห่างกันไม่มาก  มีอ่างและวังน้ำให้ลงเล่นน้ำ เป็นน้ำตกที่ขึ้นชื่อของ อ.พาน และเป็นส่วนหนึ่งของ อช.ดอยหลวง 
น้ำตกปูแกง  ตั้งอยู่บริเวณบ้านปูแกง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย โดยปกติจะมีราษฎรในท้องถิ่นเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนอยู่เป็นประจำ


กิจกรรม
- ดูผีเสื้อ
- เดินป่าศึกษาธรรมชาติ
- เที่ยวน้ำตก
- ชมพรรณไม้
- ดูนก
เปิดเวลา 08.00-17.00 น.
ค่าธรรมเนียม ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท รถยนต์ 30 บาท

สิ่งอำนวยความสะดวก
- มีร้านอาหารสวัสดิการจำหน่ายอาหารตามสั่ง และเครื่องดื่ม
- มีที่พัก และที่กางเต็นท์ พร้อมห้องน้ำ-ห้องสุขารวม ไว้ให้บริการ 
อ้างอิงมาจาก : chiangraifocus



ศิลปวัฒนธรรม / ประเพณี


ยี่เป็ง

  ประเพณี ยี่เป็ง เป็นประเพณีลอยกระทงตามประเพณีล้านนาที่จัดทำขึ้นในวันเพ็ญเดือน 2 ของชาวล้านนา เป็นภาษาคำเมืองในภาคเหนือ คำว่า ยี่แปลว่า สอง และคำว่า เป็งตรงกับคำว่า เพ็ญหรือพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งชาวไทยในภาคเหนือจะนับเดือนทางจันทรคติเร็วกว่าไทยภาคกลาง 2 เดือน ทำให้เดือนสิบสองของไทยภาคกลาง ตรงกับเดือนยี่ เดือน 2 ของไทยล้านนา  ประเพณียี่เป็งจะเริ่มตั้งแต่วันขึ้น 13 ค่ำ ซึ่งถือว่าเป็น วันดา”  หรือวันจ่ายของเตรียมไปทำบุญเลี้ยงพระที่วัด ครั้นถึงวันขึ้น 14 ค่ำ พ่ออุ้ยแม่อุ้ยและผู้มีศรัทธาก็จะพากันไปถือศีล ฟังธรรม และทำบุญเลี้ยงพระที่วัด มีการทำกระทงขนาดใหญ่ตั้งไว้ที่ลานวัด  ในกระทงนั้นจะใส่ของกินของใช้ ใครจะเอาของมาร่วมสมทบด้วยก็ได้เพื่อเป็นทานแก่คนยากจน ครั้นถึงวันขึ้น 15 ค่ำ จึงนำกระทงใหญ่ที่วัดและกระทงเล็ก ๆ ของส่วนตัวไปลอยในลำน้ำ  ในงานบุญยี่เป็งนอกจากจะมีการปฏิบัติธรรม ฟังเทศน์มหาชาติตามวัดวาอารามต่าง ๆ แล้ว ยังมีการประดับตกแต่งวัด บ้านเรือน และถนนหนทางด้วยต้นกล้วย ต้นอ้อยทางมะพร้าว ดอกไม้ ตุง ช่อประทีป และชักโคมยี่เป็งแบบต่าง ๆ ขึ้นเป็นพุทธบูชา พอตกกลางคืนก็จะมีมหรสพและการละเล่นมากมาย มีการแห่โคมทอง พร้อมกับมีการจุดถ้วยประทีป (การจุดผาง  ปะติ๊ด)  เพื่อบูชาพระรัตนตรัย การจุดบอกไฟ การจุดโคมไฟประดับตกแต่งตามวัดวาอาราม และการจุดโคมลอยปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ 



ตานก๋วยสลาก

ช่วงเวลา ประเพณีกรวยสลาก หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า กินก๋วยสลาก ได้ปฏิบัติกันมาเป็นประจำทุกปีเกือบทุกวัด เริ่มจะไม่มีกำหนดตายตัว อาจจะทำในช่วงเข้าพรรษาก็เคยมี
ความสำคัญ
เป็นงานประเพณีของท้องถิ่นที่ปฏิบัติกันมาเป็นประจำทุกปี ทุกบ้านจะหยุดงานเพื่อมาร่วมกันเตรียมงาน เตรียมกองสลาก เตรียมจัดอาหารเลี้ยงผู้ที่มาร่วมงาน
พิธีกรรม
เมื่อได้กำหนดวันกรวยสลากแล้ว ทางวัดจะแจ้งให้ผู้มีจิตศรัทธาทราบเพื่อจัดเตรียมอาหารสิ่งของต่าง ๆ ที่พระภิกษุจำเป็นต้องใช้ อาจทำเป็นบุคคลหรือคณะก็ได้ แต่ละกอง สิ่งของที่เตรียมมานี้จะทำภาชนะบรรจุอย่างสวยงาม ประดับตกแต่งเป็นซุ้มแบบเรือนไทย เรือนยอดหรือดอกบัว ตั้งเรียงรายรอบพระอุโบสถ วันนี้ถือว่าเป็นวันสำคัญทางวัดจะจัดเตรียมอาหารคาวหวาน ตั้งโรงทานเลี้ยงอาหารผู้มาในงานนี้อย่างเต็มที่ บุคคลที่จะได้จับสลากก็คือ พระภิกษุที่ได้นิมนต์มาจากวัดต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นเจ้าอาวาสหรือพระภิกษุที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความเคารพนับถือ เมื่อมาพร้อมกันแล้วก็เข้าพระอุโบสถทำพิธีสวดมนต์บทต่าง ๆ เพื่อความเป็นสิริมงคลของพุทธศาสนิกชน ต่อจากนั้นก็เริ่มจับสลาก พระภิกษุรูปใดจับได้หมายเลขหรือชื่อที่ตรงกับซุ้มกรวยสลากหมายเลขหรือชื่อนั้นก็ไปรับถวายพร้อมด้วยอนุโมทนา เจ้าของกรวยสลากก็ช่วยกันหาซุ้มกรวยสลากใส่รถแห่ไปส่งถึงวัดอย่างสนุกสนาน
สาระ
เป็นประเพณีของชาวพุทธที่มีการทำบุญให้ทานรับพรจากพระ จะทำให้เกิด สิริมงคลแก่ตน และอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว เป็นการระลึกถึงบุญคุณของผู้มีพระคุณ และเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีของคนในชุมชน 



สงกรานต์

สงกรานต์งานประเพณี ถือเป็นช่วงแรกของการเริ่มต้นปี๋ใหม่เมือง หรือสงกรานต์งานประเพณี โดยแบ่งออกเป็นวันที่ 13 เมษายน  หรือวันสังขารล่อง  ถือเป็นวันสิ้นสุดของปี  โดยจะมีการยิงปืน  ยิงสโพก และจุดประทัดตั้งแต่ก่อนสว่างเพื่อขับไล่สิ่งไม่ดี  วันนี้ต้องเก็บกวาดบ้านเรือน และ ทำความสะอาดวัด
วันที่ 14 เมษายน  หรือวันเนา ตอนเช้าจะมีการจัดเตรียมอาหาร  และเครื่องไทยทาน  สำหรับงานบุญในวันรุ่งขึ้น  ตอนบ่ายจะไปขนทรายจากแม่น้ำเพื่อนำไปก่อเจดีย์ทรายในวัด  เป็นการทดแทนทรายที่เหยียบติดเท้าออกจากวัดตลอดทั้งปี
วันที่ 15 เมษายน  หรือวันพญาวัน เป็นวันเริ่มศักราชใหม่ มีการทำบุญถวายขันข้าว ถวายตุง  ไม้ค้ำโพธิ์ที่วัดสรงน้ำพระพุทธรูป พระธาตุและรดน้ำดำหัวขอพรจากผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ
วันที่ 16-17  เมษายน  หรือวันปากปีและวันปากเดือน  เป็นวันทำพิธีทางไสยศาสตร์  สะเดาะเคราะห์  และบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ทั้งนี้ ชาวล้านนามีความเชื่อว่า การทำพิธีสืบชะตาจะช่วยต่ออายุให้ตน เอง ญาติพี่น้อง และบ้านเมืองให้ยืนยาว ทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองและความเป็นสิริมงคล โดยแบ่งการสืบชะตาแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ การสืบชะตาคน, การสืบชะตาบ้าน และการสืบชะตาเมือง


ที่มา:



วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559

อาหารพื้นเมือง เหนือ



      
น้ำพริกตาแดง  

น้ำพริกตาแดง อ่านว่า น้ำพิกต๋าแดง บ้างเรียก น้ำพริกแดง เป็นน้ำพริกที่มีลักษณะข้นเหนียว มีส่วนผสมหลักคือ พริกแห้ง ปลาร้า ถั่วเน่าแข็บ ปลาแห้ง บางสูตรไม่นิยมใส่ถั่วเน่าแข็บ และปลาแห้ง


 น้ำพริกอ่อง

                                          
น้ำพริกอ่องนับเป็นน้ำพริกพื้นบ้านล้านนาที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายพอๆ กับน้ำพริกหนุ่ม ลักษณะเด่นของน้ำพริกอ่อง คือมีสีส้มของสีมะเขือเทศและพริกแห้ง ที่เคี่ยวจนเป็นน้ำขลุกขลิก มีน้ำมันลอยหน้าเล็กน้อย มีสามรส คือ เปรี้ยว เค็ม เผ็ด เล็กน้อย และรสหวานตาม นิยมรับประทานกับผักสดหรือผักต้มก็ได้  บางสูตร ผัดหมูก่อนแล้ว จึงตามด้วยเครื่องปรุงและมะเขือเทศภายหลัง บางสูตร โขลกเนื้อหมู เครื่องปรุงและมะเขือเทศให้เข้ากันก่อน จึงนำไปผัดกับน้ำมันพืช บางสูตร ใส่ถั่วเน่าแข็บหรือใส่เต้าเจี้ยว ในการปรุงรส 


น้ำพริกแมงดา

น้ำพริกแมงดา เป็นน้ำพริกที่มีลักษณะค่อนข้างแห้งถึงข้น ชนิดของพริกที่นิยมใช้คือ พริกดิบ จะเป็นพริกชี้ฟ้า หรือพริกดิบพันธุ์ใดก็ได้ ถ้าชอบเผ็ด ให้ใช้พริกชี้ฟ้า ส่วนผสมนี้ ถ้าเปลี่ยนเป็นต่อตัวอ่อน แตนตัวอ่อน ผึ้งตัวอ่อน ด้วง (หนอนไม้ไผ่ หรือด้วงยอดไผ่ หรือรถด่วน) ก็ใช้สูตรการทำเหมือนกัน และเรียกชื่อน้ำพริกว่า น้ำพริกต่อ น้ำพริกแตน น้ำพริกผึ้ง น้ำพริกด้วง แต่ส่วนผสมของน้ำพริกแมงดา ไม่ใส่กระเทียมเหมือนกับน้ำพริกอื่นๆ เนื่องจากมีกลิ่นฉุนมาก

 แอ็บอ่องออ

     
แอ็บอ่องออ แอ็บสมองหมู คืออาหารที่ปรุงด้วยการนำสมองหมูสด นำมาคลุกเคล้ากับเครื่องปรุง แล้วห่อด้วยใบตอง เช่นเดียวกับแอ็บหมู แอ็บปลา แอ็บกุ้ง ทำให้สุกโดยปิ้งหรือย่าง ด้วยไฟอ่อนๆ จนข้างในสุก












จิ้นส้ม


จิ้นส้มหรือ แหนม ทำมาจากเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อควาย เรียกชื่อตามเนื้อสัตว์ เช่น จิ๊นส้มหมู จิ๊นส้มงัว จิ๊นส้มก้าง ปัจุจุบัน นิยมใช้เนื้อหมู บางแห่งเรียก หมูส้ม สามารถนำมารับประทานเป็นกับข้าว โดยนำไปย่างไฟทั้งห่อ เรียกว่า จิ๊นส้มหมก หรือจะนำไปปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่น คั่วจิ๊นส้มใส่ไข่ เจียวผักปลัง และคั่วฟักเพกาอ่อน








ลาบหมู
ลาบหมูเป็นอาหารที่นิยมทำกินกันในโอกาสพิเศษหรืองานเลี้ยงหรือในเทศกาลต่างๆ ส่วนประกอบหลักของลาบหมู คือเนื้อหมูสด นำมาสับให้ละเอียดคลุกเคล้ากับเลือดสดและเครื่องในต้มหั่นซอย ปรุงด้วยเครื่องปรุงอันประกอบด้วยพริกแห้งเผา และเครื่องเทศต่างๆ ลาบกินกับผักสดนานาชนิด โดยเฉพาะประเภทสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมแรง และเรียกผักที่นำมากินกับลาบว่า ผักกับลาบ ปัจจุบัน นิยมรับประทานลาบหมู มากกว่าลาบวัว ลาบควาย ลาบที่ยังไม่สุก เรียกว่า ลาบดิบ ถ้าต้องการรับประทานแบบสุก ก็นำไปคั่วกับน้ำมันพืชเล็กน้อย หรือไม่ใส่น้ำมันก็ได้ตามชอบ เรียกว่า ลาบคั่ว




ขนมจีน

ขนมจีน หรือเข้าหนมเส้น หรือเข้าเส้น ชาวล้านนานิยมมารับประทานเป็น ขนมจีนน้ำเงี้ยว หรือเข้าหนมเส้นน้ำเงี้ยว น้ำเงี้ยว
เป็นน้ำแกงที่รับประทานกับขนมจีนหรือเส้นก๋วยเตี๋ยว ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยว เรียกก๋วยเตี๋ยวน้ำเงี้ยว บางสูตรใช้ถั่วเน่าแข็บหรือถั่วเน่าแผ่ นย่างไฟ โขลกลงในเครื่องแกง แทนการใส่เต้าเจี้ยว ชาวไทใหญ่ หรือเงี้ยว เรียกว่า เข้าเส้นน้ำหมากเขือส้ม 


อ้างอิงมาจาก : http://library.cmu.ac.th/ntic/lannafood/